ประวัติ Ma Huateng หม่า ฮั่วเถิง (โพนี่ หม่า) ผู้ก่อตั้ง Tencent

Ma Huateng (หม่า ฮั่วเถิง) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม โพนี่ หม่า ได้ถูกจัดอันดับโดย นิตยสาร Forbes ว่าเป็นบุคคุลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ในเดือนสิงหาคม 2017 แทนที่ ลี กาซิง และแจ๊ค หม่า แห่ง Alibaba ไปแล้ว จากโปรแกรมเมอร์เงินเดือนไม่ถึงหมื่น ก้าวขึ้นสู่การเป็น CEO ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย เจ้าของอาณาจักร Tencent Holdings ได้อย่างไร มาทำความรู้จักประวัติ Ma Huateng ผู้นี้กันค่ะ

เปิดประวัติ Ma Huateng (หม่า ฮั่วเถิง) ชายผู้โค่นแจ็คหม่า

Ma Huateng (หม่า ฮั่วเถิง) เกิดที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน อายุเพียง 45 ปี (ณ ตอนขึ้นตำแหน่งชายผู้ร่ำรวยที่สุดในเชียครั้งแรก ก่อนที่ แจ๊ค หม่า จะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งใน ปี 2018) เจ้าของอาณาจักรออนไลน์ยักษ์ใหญ่ที่สุดของจีน นาม Tencent Holdings เกิดในเมืองโจวหยาง มณฑลกวางตุ้ง

ประวัติในวัยเด็กของเค้าค่อนข้างไม่ได้รับการเปิดเผย เนื่องจาก หม่า ฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า (ชื่อที่ฝรั่งใช้เรียกกัน) ไม่ชอบให้สัมภาษณ์ออกสื่อเท่าไหร่นัก แต่ครั้งหนึ่งในการสัมภาษณ์ โพนี่ หม่า เคยกล่าวว่า ตอนเด็ก ๆ เขาฝันที่จะเป็นนักดาราศาสตร์ เขาจึงชอบวิทยาศาสตร์ เขาต้องย้ายตามพ่อที่ได้งานเป็นผู้จัดการท่าเรือในเซินเจิ้น (ภายหลังพ่อของเขาได้เป็นสมาชิกในพรรคคอมมิวนิสต์จีน)

โพนี่ หม่าได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเซินเจิ้นในปี 1989 เขาก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น โดยสมัยเรียนเขาทำวีรกรรมแสบๆ ไว้กับระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ด้วยการแฮ็คคอมพิวเตอร์และล็อคฮาร์ดไดรฟ์เอาไว้ แม้กระทั่งแอดมินของมหาวิทยาลัยที่มีรหัสผ่านอยู่ในมือ ก็ไม่สามารถเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

และเขาได้จบการศึกษาในปี 1993 ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (ในปี 2014 โพนี่ หม่า เป็นผู้แทนในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติในเซินเจิ้นเหมือนพ่อของเค้า และทำหน้าที่ในการจัดประชุมสภาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 12)

งานแรกของ Mah Huateng หม่า ฮั่วเถิง

หลังจากที่เขาเรียนจบแล้ว เขาได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่บริษัท China Motion Telecom Development ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายระบบโทรคมนาคม

โดยเขาทำในตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ หรือผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์สำหรับวิทยุติดตามตัว โดยเงินเดือนเดือนแรกที่เขาที่ได้รับตอนนั้น คือ 1,100 หยวน หรือประมาณ 5,000 บาท

และในเวลาต่อมาเขาก็ได้มีโอกาสไปทำงานที่บริษัท Shenzhen Runxun Communications ในแผนกวิจัยและพัฒนาระบบบริการโทรศัพท์ทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

ก้าวแรกสู่ผู้ก่อตั้ง Tencent

tencent-holdings

ในปี 1998 หลังจากทำงานมา 5 ปี Ma Huateng เริ่มอิ่มตัวจากการทำงาน จึงรวมตัวกับเพื่อนอีก 3 คน ก่อตั้งบริษัท Tencent โดยในช่วงแรกให้บริการเกี่ยวกับ System Integration หรือบริการวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสำหรับองค์กรเป็นหลัก

ในช่วงแรกเริ่มก่อตั้งบริษัท โพนี่ หม่า และผองเพื่อน ต้องทำงานสากกะเบือยันเรือรบในบริษัท ตั้งแต่ พนักงานทำความสะอาด โปรแกรมเมอร์ บัญชี พนักงานขาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

ผลงานชิ้นแรกของบริษัท Tencent

ในช่วงปีแรก Tencent ยังถือว่าเป็นบริษัท SME ขนาดเล็กอยู่ จึงพยายามที่จะก้าวต่อไปเพื่อให้บริษัทเติบโตมากกว่านี้ ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของโลกออนไลน์ ในปี 1999 Tencent จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกของบริษัท ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโปรแกรมแชตแบบ instant messaging ตัวแรกของโลก อย่าง ICQ ที่ก่อตั้งในปี 1996 โดยบริษัทในประเทศอิสราเอล

ซึ่ง โพนี่ หม่า นำแนวคิดนี้มาทำเป็นโปรแกรมในชื่อ OICQ (หรือ Open ICQ) และเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1999 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และมีผู้ใช้มากถึง 1 ล้านคนภายในสิ้นปี 1999

ซึ่ง OICQ นั้นเรียกได้ว่า ลอกแบบมาจาก ICQ ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะแค่เปลี่ยนเป็นภาษาจีนเผื่อให้คนจีนได้ใช้เท่านั้นเอง

ก้าวแรกของ Tencent ก็ต้องมีสะดุดกันบ้าง

ประวัติ-โพนี่หม่า pony ma

หลังจากเปิดตัวในปี 1999 จนถึงวันสิ้นปีเดียวกันนี่เอง โปรแกรม OICQ ของ Tencent ก็ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น จนมีผู้เข้ามาใช้งานมากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งแม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ OICQ ของโพนี่ หม่า กลับไม่มีโมเดลรายได้ที่ชัดเจน ว่าจะทำเงินจากมันได้อย่างไร ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่อง ซึ่งปัญหาใหญ่ของพวกเขาพบเจอ

เนื่องมาจากยิ่งมีผู้ใช้งานเยอะ ก็ทำให้รายจ่ายเรื่องของเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นในทุก ๆ เดือน

Tencent พยายามจะระดมทุนหลายครั้ง นำเสนอนักลงทุนมากมาย แต่ไม่สามารถระดมทุนได้เลย แม้ว่าจะมียอดผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีแผนรายได้ที่ชัดเจน นักลงทุนจีนจึงไม่สนใจที่จะซื้อ ยิ่งมีผู้ใช้มากเท่าไหร่ รายจ่ายยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เงินทุนที่มีในหน้าตักก็กำลังจะหมดลงเรื่อย ๆ

จนกระทั่งในปี 2001 โพนี่ หม่า ก็ตัดสินใจรับข้อเสนอของนักลงทุนที่ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เนื่องจากต้องแลกความเป็นหุ้นส่วนให้กับบริษัทสัญชาติแอฟริกาใต้ที่ชื่อว่า Naspers เป็นจำนวน 33.2 เปอร์เซ็นต์ กับเงินลงทุนจำนวน 32 ล้านดอลล่าร์ฯ (หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท) ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา Naspers ได้ขายหุ้นของ Tencent ออกไป 2% หรือจากเดิมที่ถือหุ้นอยู่ 33.2% เหลือเพียง 31.2% แต่กลับได้เงินจากการขายกว่า 10,600 ล้านเหรียญ

เติบโตเร็วจนโดนฟ้อง

หลังจาก AOL (อเมริกาออนไลน์) ซื้อ ICQ ในปี 1998 บริษัท AOL ได้ฟ้อง Tencent (เทนเซ็นต์) ต่อศาลอนุญาโตตุลาการแห่งชาติในสหรัฐ โดยอ้างว่า ชื่อโดเมน QICQ.com และ QICQ.net มีการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของไอซีคิว ซึ่งเทนเซ็นต์เป็นฝ่ายแพ้คดีและต้องปิดเว็บไซต์ ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000 เพื่อป้องกันการฟ้องร้องคดีอื่น ๆ โพนี่ หม่า จึงเปลี่ยนชื่อซอฟต์แวร์เป็น QQ “คิวคิว” (โดย “คิว” ใช้แทนคำว่า “Cute” ที่แปลว่า “น่ารัก”) และใช้โลโก้เป็นรูปนกเพนกวิ้นใส่ผ้าพันคอสีแดงที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

โมเดลการหารายได้ของ QQ และ Tencent

OICQ

ต่อมา QQ จับมือกับ ไชน่า โมบายล์ เชื่อมบริการหลายอย่างจาก QQ ไปยังโทรศัพท์มือถือ เช่นการส่งข้อความ เล่นเกม หรือหาคู่ผ่านมือถือ จนมียอดผู้ใช้งานทะลุ 100 ล้านคน และสร้างรายได้อย่างมหาศาลจากการขายเหรียญในโปรแกรม เพื่อนำไปซื้อของตกแต่ง Avatar ให้ดูสวยงามน่ารักขึ้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนพื้นหลัง เสื้อผ้า หน้าผม กระเป๋า รองเท้า (คล้ายๆ Hi5 ในสมัยก่อน) จุดนี้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานโดยเฉพาะสาวๆ ชาวจีนอย่างสูง ซึ่งเจ้าไอเทมปรับแต่งพวกนี้ จะมีทั้งแบบที่ใช้งานได้ฟรีและแบบเสียเงิน โดยการเติมเงินลงในแอพ QQ โดยมีสกุลเงินที่เรียกว่า Qbi (คิวปี้) เพื่อซื้อไอเทมตกแต่ง Avatar ได้

ซึ่งเหรียญ Qbi นี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Tencent โดยเป็นรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งรายได้จากการโฆษณาทางเดียวอีกต่อไป จึงถือว่าเป็น Tencent เป็นบริษัทรายแรก ๆ ที่ใช้โมเดลรายได้จาก Virtual Money (เงินเสมือนจริงในโลกออนไลน์) สร้างรายได้ให้แบบไม่รู้จบ

ในปี 2002 ยอดผู้ใช้งานโปรแกรม QQ ทั่วโลกมีมากถึง 160 ล้านคน และมีกำไรเพิ่มขึ้น 14 เท่าจากปีก่อน ในปี 2004 จึงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง โดยมีมูลค่า 149 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท

โพนี่ หม่า ก้าวเข้าสู่ตลาดเกมออนไลน์

sea-garena-tencent-games

  • บริษัทเกม Riot Games ของสหรัฐฯ เจ้าของเกมดังระดับโลก League of Legends ที่ตอนนี้  Tencent ถือหุ้นทั้งหมดแล้ว
  • Epic Games ผู้ผลิตเกมคอมฯ ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา มีผลงานอย่าง Unreal, Gears of War ตอนนี้ Tencent ถือหุ้นประมาณ 40% ของ Epic Games
  • Supercell ผู้ผลิตเกมมือถือจากฟินแลนด์ เจ้าของเกม Clash of Clans และ Clash Royale ตอนนี้ Tencent ถือหุ้น 84%
  • CJ Games บริษัทเกมแถวหน้าของประเทศเกาหลีใต้ Tencent ไปซื้อหุ้นมาประมาณ 28% ในปี 2014

ปี 2005 เปิดตัวเว็บอีคอมเมิร์ซ paipai.com โดยตั้งใจเป็นคู่แข่งโดยตรงกับอีคอมเมิร์ซยักษ์อย่างอาลีบาบา

ปี 2006 โพนี่ หม่า ได้ลงทุน 500 ล้านบาท สร้างสถาบันวิจัยของตนเอง ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน

ปี 2008 รุกหนักในธุรกิจเกมออนไลน์ พร้อมกับเปิดตัวเว็บค้นหา หรือ Search Engine ที่ชื่อว่า Soso.com

โพนี่ หม่า กับ WeChat เปลี่ยนโลก

pony-ma-wechat-tencent

ปี 2010 โพนี่ หม่า ได้แข่งขันในบริษัท โดยให้แข่งพัฒนาแอพสำหรับแชทที่สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้ โดยแอพที่ชนะเลิศในการแข่งครั้งนี้ได้แก่ Weixin (เหวยซิ่น) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ WeChat (เหมือนกับโปรแกรม Line ที่ฮิตในบ้านเรา) นั่นเอง

ในปี 2011 Tencent จึงได้ทำการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น WeChat และกลายเป็นแพลตฟอร์มการส่งข้อความแบบ Instant Messaging ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครอบคลุมจำนวนผู้ใช้ 48% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก หรือประมาณ 800 ล้านคน

Weixin (Wechat) ไม่ใช่แค่แชทเท่านั้น แพลตฟอร์มของ Weixin ในจีน แต่ยังรวมเอาบริการต่าง ๆ มาอยู่บนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น WeChat Pay บริการโอนเงิน จ่ายเงิน (ยังเป็นรอง Alipay ของ Alibaba อยู่) แม้กระทั่งการเรียกรถแท็กซี่ (เหมือนอูเบอร์ หรือ Grab) สั่งอาหาร (เหมือน Lineman) จองตั๋วเครื่องบิน, ชำระค่าสาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งในทุก ๆ เรื่องที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถสั่งจ่ายผ่านแอพได้แทบทั้งสิ้น

ลงทุนเพิ่มในอีกหลายบริษัทมากมาย

ประวัติ-หม่าฮัวเถิง

หลังจากประสบความสำเร็จด้านเกมและแอปพลิเคชั่น จนมีรายได้เข้ามามากมายมหาศาล โพนี่ หม่าก็มองว่าบริษัท Tencent ควรจะปิดจุดอ่อนของตัวเอง ด้วยการลงทุนไปให้ครอบคลุมในกิจการต่างๆ อย่างเช่น เมื่อไม่มีเว็บขายของ ก็เข้าไปลงทุนใน JD.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับที่ 2 ของจีน (เป็นรองแค่ Alibaba.com)

ซึ่ง Tencent ถือหุ้น JD อยู่ 15% (แม้จะมี paipai.com ที่เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเองอยู่แล้ว แต่การถือหุ้นของ JD จะทำให้ Tencent สามารถแข่งขันกับ Alibaba ได้ง่ายขึ้น ซึ่งต่อมา JD ก็เข้ามาลงทุนในไทย โดยร่วมกับกลุ่ม Central)

นอกจากนี้ยังลงทุนใน Didi Dache ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Didi Chuxing แอพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ ที่สามารถเอาชนะ Uber ในจีนได้จน Uber ต้องยอมถอยและขายกิจการทั้งหมดในจีนให้กับ Didi อีกด้วย

ในด้านสื่อความบันเทิง ทาง Tencent ยังได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ HBO, NBA, Warner Bros เพื่อจัดจำหน่ายและถ่ายทอดสดแต่เพียงผู้เดียวในประเทศจีน

ด้านธุรกิจสตรีมมิ่งเพลง ฟังเพลงออนไลน์ Tencent มี Tencent Music ซึ่งมีบริการ QQ Music, Kugou และ Kuwo มีผู้ใช้งานรวมกัน 600 ล้านคน และมีแผนที่จะนำ Tencent Music เข้าตลาดหุ้นด้วย นอกจากนี้ยังมี Joox บริการเพลงสตรีมมิ่งที่เป็นที่นิยมในอาเซียนอีกด้วย

ปี 2010 เข้าซื้อหุ้นของ Sanook.com (เมื่อก่อนใช้ชื่อว่่า MWeb) ที่ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ท่า (Portal Web) อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ณ ตอนนั้น และในปี 2016 ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด

การลงทุนที่ครอบคลุมไปทั่วเอเชียและทั่วโลกขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในปี 2017 บริษัท Tencent จะมีรายได้ในปีล่าสุดสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท และทำกำไรได้สูงถึง 340,000 ล้านบาท นั่นก็ส่งผลให้ Ma Huateng (หม่า ฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า) เป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์สิน 1.4 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นกลายเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดในจีนขับเคี่ยวกับแจ๊ค หม่าในทุกๆปี นั่นเอง